บทความต้องรู้

เพราะรอยยิ้มของคุณ คือความสุขของเรา

ชาวต่างชาติซื้อรถในไทยได้ไหม?

31/มี.ค./2566

    อยู่เมืองไทยนานเกินไปแล้ว จะขึ้นรถสาธารณะตลอดเวลาก็ไม่สะดวก สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือมาทำงานในประเทศไทยมีคำถามว่า ชาวต่างชาติอยากซื้อรถไนไทย ทำได้ไหม? วันนี้ #ไมค์คาร์แกลเลอรี่ จะมาตอบเลยว่าสามารถทำได้โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 

ชาวต่างชาติซื้อรถในไทย (รถใหม่) ต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

  • Passport หรือหนังสือเดินทาง ทั้งเล่มจริงและสำเนา
  • สำเนา VISA ประเภท Non-Immigrant หรือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว
  • สำเนาใบอนุญาตให้ทำงาน (Work Permit) หรือ หนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ โดยสำนักตรวจคนเข้าเมือง
  • ใบรับรองของที่อยู่อาศัยจากสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งส่วนนี้อาจจะต้องใช้เอกสารเพิ่มเติมในการขอใบรับรอง เช่น ใบรับรองการเช่าบ้านหรือคอนโด สำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาวีซ่า
  • แบบฟอร์มแจ้งโอนกรมการขนส่งทางบก

    หลังจากชาวต่างชาติได้ดำเนินการตามขั้นตอนซื้อขายรถแล้ว กรมการขนส่งทางบกจะมอบทะเบียนรถยนต์ชั่วคราวสีแดงมาให้ใช้ก่อน หลังจากนั้นไม่เกิน 6 สัปดาห์ จะได้รับทะเบียนสีขาว (แบบปกติ) มาใช้แทน และจะได้รับสติกเกอร์ที่ยืนยันว่าได้จ่ายภาษีรถยนต์เรียบร้อยแล้ว

 

ชาวต่างชาติซื้อรถในไทย (รถมือสอง) ต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

  • Passport หรือหนังสือเดินทาง ทั้งเล่มจริงและสำเนา
  • สำเนา VISA ประเภท Non-Immigrant หรือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว
  • สำเนาใบอนุญาตให้ทำงาน (Work Permit) หรือ หนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ โดยสำนักตรวจคนเข้าเมือง
  • แบบฟอร์มแจ้งโอนกรมการขนส่งทางบก

 

คนต่างชาติอยากผ่อนรถ ต้องทำอย่างไร ?

    หากชาวต่างชาติต้องการซื้อรถโดยการผ่อนรถหรือจัดไฟแนนซ์ จำเป็นจะต้องมีใบอนุญาตทำงานในไทย รวมถึงมีผู้ค้ำประกันที่เป็นสัญญาติไทย

 

เอกสารสำหรับชาวต่างชาติ

  • Passport หรือหนังสือเดินทาง
  • วีซ่า (VISA)
  • ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (Work Permit) หรือ หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่  สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองบริษัท
  • อายุการทำงาน 1 ปีขึ้นไป
  • สำเนาสมุดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนขึ้นไป ของธนาคารในประเทศไทย

 

เอกสารสำหรับคนค้ำประกันสัญชาติไทย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาสมุดบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือน ของธนาคารในประเทศไทย
  • สลิปเงินเดือน หรือเอกสารทางด้านรายได้

 

    ชาวต่างชาติอยากจะมีรถขับ จะซื้อรถไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วนก็ทำได้สบาย ดังนั้นหากชาวต่างชาติสนใจซื้อรถมือสอง แนะนำร้านรถมือสองไมค์คาร์ แกลเลอรี่ ที่เปิดมาแล้วมากกว่า 15 ปี คัดสรร รถสวย คัดรถสภาพเกรด  AAA มาขาย และรถทุกคัน ไม่มีชนหนัก ไม่มีพลิกคว่ำ ไม่มีรถจมน้ำ และไม่มีรถผ่านการใช้หนัก แถมมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 1 ปี

 

สนใจรถติดต่อ

โทร : 086-8998968 คุณไมค์
LINE : @mc99

Facebook: รถมือสอง ไมค์ คาร์ แกลเลอรี่ พัทยา ชลบุรี

เว็บไซส์ : https://www.mikecar.co.th/

บทความอื่นที่ใกล้เคียง

เพราะรอยยิ้มของคุณ คือความสุขของเรา

รถสตาร์ทไม่ติด เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

รถสตาร์ทไม่ติดเป็นปัญหาที่เจ้าของรถหลายคนไม่อยากเจอ โดยเฉพาะตอนเช้าก่อนไปทำงาน ตอนรีบไปธุระ หรือจอดแวะไม่นานแล้วกลับมาสตาร์ทอีกที รถเงียบสนิท บางคันบิดกุญแจแล้วไม่มีเสียง บางคันกดปุ่มสตาร์ทแล้วไฟหน้าปัดติด แต่เครื่องไม่ติด บางคันมีเสียงแชะๆ บางคันเครื่องหมุนแต่ไม่ยอมติด บางคันสตาร์ทติดยาก ต้องลองหลายรอบ อาการรถสตาร์ทไม่ติดไม่ได้เกิดจากแบตเตอรี่เสมอไป แม้แบตเตอรี่จะเป็นสาเหตุที่เจอบ่อยที่สุด แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติดได้ เช่น ไดชาร์จ มอเตอร์สตาร์ท ระบบน้ำมัน ระบบไฟ กุญแจ รีโมต เซนเซอร์ หรือแม้แต่การเข้าเกียร์ไม่ถูกตำแหน่งถ้าเข้าใจอาการเบื้องต้น จะช่วยให้รู้ว่าควรเริ่มเช็กตรงไหนก่อน และไม่ตื่นตกใจเกินไปเวลารถไม่ยอมติด

ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด

รถแต่ละประเภทหรือแต่ละรุ่นเติมแรงดันลมยางไม่เท่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาดเลยนะคะ แรงดันลมยางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติมลมยางรถเก๋งนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับล้อหน้าและล้อหลัง แต่ถ้าหากต้องบรรทุกน้ำหนักมาก เช่น กรณีที่มีผู้โดยสารเต็มทั้ง 5 ที่นั่ง หรือบรรทุกของด้านหลังจนเต็ม อาจเพิ่มปริมาณการเติมได้ถึง 33-35 PSI เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนแรงดันลมยางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถกระบะนั้นจะค่อนข้างใช้ลมยางที่มากกว่ารถเก๋งโดยสารตามปกติ โดยสำหรับล้อหน้าแรงดันยางจะอยู่ที่ประมาณ 36-38 PSI และล้อหลังที่ 40-42 PSI แต่ถ้าหากบรรทุกของเต็มท้ายรถ ก็สามารถเพิ่มปริมาณการเติมลมเพื่อรองรับน้ำหนักได้มากถึง 47-51 PSI เลยทีเดียวค่ะ

ไส้กรองอากาศ ตรวจเช็กง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ไส้กรองอากาศ มีหน้าที่ เปรียบเสมือนจมูกของคนเราเนี่ยแหละค่ะ หากสูดอากาศที่มีแต่เศษฝุ่นเข้ามาก ๆ ก็ไม่ดีต่อร่างกาย ไส้กรองอากาศจะค่อยดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปภายในเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อใช้งานไปนาน ๆ อาจจะทำให้เกิดการอุดตัน อากาศผ่านเข้าไปในกระบอกสูบได้น้อยลง และทำให้การเผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ อายุการใช้งานของไส้กรองอากาศจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคล และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก โดยปกติทางบริษัทรถยนต์ กำหนดให้เราเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก ๆ 20,000-40,000 กิโลเมตร

scroll up